ร้อยกรองไทย **รูปแบบใหม่**
posted on 15 Sep 2005 19:47 by horoความหมายของร้อยกรองไทย "รูปแบบใหม่"
ร้อยกรองไทยรูปแบบใหม่คือร้อยกรองที่ไม่ได้มีลักษณะข้อบังคับเหมือนกับร่ายโคลง ฉันท์ และกลอน โดยตรง หากแต่เป็นการเขียนที่เลียนรูปแบบมาจากร้อยกรองประเภทต่างๆ นั้น แล้วกำหนดจำนวนคำในวรรค ในบาท ในบท และกำหนดสัมผัสขึ้นใหม่
ร้อยกรองไทย"รูปแบบใหม่" จึงมิใช่ร้องกรอง (Poetry) และมิใช่ร้อยแก้ว (Prose) เช่นกัน
กวีที่เริ่มนำรูปแบบใหม่ของร้อยกรองมาใช้อย่างเด่นชัด คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ ซึ่งทรงริเริ่มใช้ "เครื่องหมายวรรคตอน" ในงานร้อยกรอง
จิตร ภูมิศักดิ์ ใช้ภาษาที่ให้ภาพชัดเจน โดยใช้ภาษาพูดปะปนกับภาษาเขียน ดังผลงานที่ชื่อ คนเป็นพิษ จิตรบรรยายถึงสภาพคาวกลางคืน ในปี พ.ศ.2507 ที่มีทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยเพื่อรบกับเวียดนาม ซึ่งทำให้เกิดโสเภณี และเมียเช่า มีฟลอโชว์ตามสถานเริงรมย์ คนไทยชื่นชมมและรับวัฒนธรรมของตะวันตก จนลืมความเป็นไทย ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์ไม่พอใจ
บางคลับเต้นคู่เคล้า คลึงกัน
ขาเขย่งแยงแย่ยัน ขยับขย้อน
สำแดงท่ากลัดมัน เสมือบเด่า
(ทรโข่งป่างข่าวร้อน เรียกร้อง...ไปดู ๆ ๆ ๆ!)
และ
ทอปเลส ชุดเปรตเปลือยแบะ แดะแด๋
อกล่อน จ้อนแผละ เบะแบ ชะแง้ งอนหงาย (ตายกู)
อกหนู ฮุ้...เก็ก เล็กออก ใครบอก คุณยะ (บ๊ะฮู่)
ไม่เชื่อ เสือป่า มาดู (มาดู ๆ ๆ ..) ของหนู อวบอูมฟ์ ตูมตึง
หน้าด้าน ร่านคุ ยุยัวะ ขาวจ๊ะ จ่ำบ๊ะ อลึ่ง
อ้าซ่า ท้าโลก โยกคลึง เธอขึง จอกว้าง กาง...โอย!
เดินขวิด บิดก้น ลนไฟ เด็ดไหม สะโพก (โลกเหวย !)
สดิ้ง ทิ้งท่า ตาโรย หิวโหย ปื้นรัก นักฤา
อกอั๋น มันจุก บุกเดี่ยว เดินเฟี้ยว โชว์ฟัก หนักตื้อ
ทีนเอจ เปรตฝรั่ง คลั่งฮือ คาวอื้อ หืนหึ่ง ถึงไทย
เสือป่า บ้ากาม ตามดิก ค้นพลิก สืบสาว ข่าวใหญ่ (?)
ตากล้อง ย่องเย้า เต่าไทยวานใส่ คัดค้าน (หวาน...เรอ อ์ อ์)
อังกฤษ คิดแสบ แบบเปรต ทีนเอจ หยิบมือ ฮือเห่อ
มะริกา บ้ามั่ง จังเบอร์ ไทยเพ้อ ข่าวโต...โอ้ไทย
ประเภทของร้อยกรองไทย รูปแบบใหม่
อาจบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. คงฉันทลักษณ์เดิม
- ปริมาณสั้นลง
- เพิ่มเครื่องหมายวรรคตอน
- แนวคิดสมจริง สะท้อนความเป็นจริงในชีวิต
นอกจากจะใช้ฉันทลักษณ์ประเภท ร่าย โคลง กาพย์ ฉันท์ กลอนแล้ว ได้มีผู้น้ำรูปแบบเพลงพื้นบ้านมาใช้ในการแต่งร้อยกรอง โดยเขียนให้มีลักษณะการสัมผัสแบบ กลอนหัวเดียวและนิยมการเล่นคำด้วย ดังเช่น บทกล้วยหอม ของ วัฒน์ วรรลยางกูร ซึ่งมีข้อความว่า
บ้านฉันอยู่ซอย ชื่อซอยต้อนกล้วย
ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย
ลิงอยู่ในสวน สวนไม่มีกล้วย
ก่อนนอนทุกวัน ฉันชอบกินกล้วย
ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย
ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย
เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย
ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย
ค้นหาเห็นลิง ลิงถือหวีกล้วย
ฉันโมโหลิง เตะลิงแย่งกล้วย (ฮ่าๆๆ : Nat)
โมโหเสียแย่ มีแต่เปลือกกล้วย (ก๊ากกกก : Nat)
ฉันรู้ความจริงลิงเปล่ากินกล้วย
เพื่อนบ้านหลายคน เห็นคนลักกล้วย
เป็นคนขุดดิน ไม่ชอบกินกล้วย
ลูกเล็กของเขา กินข้าวบดกล้วย
เขาเป็นคนจน จนไม่มีกล้วย
ลูกเล็กหิวนัก เขาจึงลักกล้วย
2. คงฉันทลักษณ์แต่ไม่เคร่งครัดเท่าเดิม
นักกลอนในปัจจุบันนิยมเขียนร้อยกรองแบบนี้ เพราะเขียนได้ง่ายกว่าแบบเคร่งครัด
เจ้าขุนทองไปขี้ ผลงานของ ไพบูลย์วงษ์เทศ ซึ่งใช้นามปากกาว่า สุจิตต์ มันเทศ จึงแสดงให้เห็นว่าไพบูลย์ ต้องการจะล้อเลียนงานเขียนของ สุจิตต์ วงษ์เทศ นั่นเอง เจ้าขุนทองไปขี้ มีลักษณะคล้ายกาพย์ยานี 11 แต่จำนวนคำในวรรคไม่เคร่งครัดหรือตายตัวตามกฎของกาพย์ยานี 11
วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ตาลโตนดเจ็ดต้น
เจ้าขุนทองไปล้างก้น ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
คดข้าวใส่ห่อ ปั่นลูกยอไปตามหา
เขาก็ร่ำลือมาว่าเจ้าขุนทองขี้สุดแล้ว
ควบรถเครื่องมอเตอร์ไซด์ นั่งรถไฟนกแก้ว
ส่งเสียงกระแด้ว กระแด้วว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง
เจ้าวิ่งแจ้นไปเข้าส้วม เมื่อตอนตะวันเรืองรอง
แล้วหันมาสั่งน้อง ๆว่าพี่จะขี้หลายวัน
ขี้เพื่อตูดอันเสรี เพื่อศักดิ์ศรีเพราะลมดัน
โอ้ ผัดเผ็ดนกเขาขัน แล้วเจ้าขุนทองก็ลงเรือน
สะย่ามใส่ทิชชู่ เหน็บ หนุ่มสาว รายเดือน
ทั้งรูปโป๊ที่เลอะเลือน ด้วยจ้องมาแต่เมื่อคืน (ก๊ากๆๆ : Nat)
ขุนทองเจ้านั่งขี้ อยู่ในส้วมแต่ดึกดื่น
เสียงปูด ปูด ดังถูกปืน เกลื่อนคอห่านละลานตา
ลูกเอ๋ย เจ้าลูกเอ๋ย จ้าพรวดมาเลยอย่าหักคา (555 : Nat)
แมงหวี่มาร้องเรียกหา แมงวันมาตั้งตาคอย
เจ้ามิใช่น้ำตาลงบ ที่ขบกินกับเผือกกลอย
รูปร่างก็น้อย น้อย เป็นก้อน ก้อน กำลังดี
แมงหวี่รู้ว่าลูกรักนั้นมีความภุกดี
แมงหวี่รู้ว่าลูกมี กตัญญูต่อผู้กิน
แต่ใครเขาจะรู้ พราะเขามิใช่พระอินทร์
มนุษย์อาจจะได้ยิน แต่ฝากระดานมันบังตา
ลูกบอกว่าลูกรู้ ขึงไหลพรงดไม่เลอะขา
แมงหวี่แมงวันรอมาหลายเวลาหลายเพล
ดอกกะหล่ำไหลเช้า น้ำพริกสะเดาไหลเย็น
ออกพรรษาทั้งพระเณร ก็ขี้ไหลเป็นกองพูน
ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง มีแต่ขี้คาแท่นปูน
แมงหวี่แมงวันก็อาดูร แต่ภูมิใจได้ตอนเอย
3. คงฉันทลักษณ์แต่เปลี่ยนรูป
จะแต่งโดยยึดฉะนทลักษณ์ตามแบบโบราณ แต่จะวางรูปแบบให้ผิดไปบ้าง
4.เปลี่ยนฉันทลักษณ์และรูปแบบ
ร้อยกรองที่มีฉันทลักษณ์และรูปแบบเปลี่ยนไปจากร้อยกรองของโบรณนั้น มีลักษณะที่พอจะสังเกตได้ 2 ประการ คือ กำหนดจำนวนคำในวรรค ในบาท และในบทใหม่ และไม่กำหนดจำนวนคำในวรรค ในบาทและในบท แต่เป็นลักษณะของกลอนเปล่า ซึ่งต่อมามีผู้เรียกว่า กลอนเปลือย
หญิงชรายังไม่ได้ข้ามถนน
หญิงชรารอข้ามถนน
ถนนเต็มไปด้วยรถยนต์
และแกไม่อาจข้ามพ้น
แกยืนรอ ๆ รี ๆ
ไม่รู้จะทำยังไงดี
ถนนมีแต่รถราขับขี่
เด็กหนุ่มบอกรอตรงไฟแดง
แกรู้สึกว่าหูมันแปร่ง
เพราะไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง
แกเดินตามที่เขาชี้ไป
เดินไปค่อนข้างไกล
แล้วหยุดอยู่กลางกลุ่มคนใหญ่
สัมภาระที่ติดตัวมา
กระบุงและตะกร้า
ซึ่งทำให้แกดูชักช้า
เมื่อสัญญาณไฟเขียวบอก
ทุกคนที่ยืนมุงพุ่งตัวออก
แกทำไม่เป็นเพราะคนบ้านนอก
แกอึกอัก เงิ่น ๆ งก ๆ
เลยถูกเขาชนตะกร้าตก
จึงก้มลงเก็บเข้าของที่หก
พอเก็บเสร็จเรียบร้อย
หญิงชราก็คอย
สัญญาณข้ามถนนเปลี่ยนบ่อย
คนทยอยมารวมกันอีก
แกจำต้องทำตัวปลีก
เหมือนว่ากำลังหลบหลีก
แกกลัวเข้าของจะหาย
ต้องมองขวามองซ้าย
ลืมดูสะญญาณเพราะตาลาย
จนเดี๋ยวนี้หญิงชรายังไม่ได้ข้ามถนน
ครับ แกยืนอยู่ตรงนั้นข้ามไม่พ้น
::ข้อมูลทั้งหมด จาก หนังสือ ร้อยกรอง ของ รองศาสตราจารย์ วราภรร์ บำรุงกุล::
>>":":".......................ll--^^--ll.......................":":"<<
เป็นไง เราอ่านเจอแล้วมันน่าสนใจดี ก็เลยเอามาโพสไว้เป็นความรู้ประดับบล๊อกหน่อยละกัน
อัพซะยาวววววว..เลย
จะมีคนอ่านถึงบรรทัดนี้บ้างมั้ยเนี่ย ฮ่าๆๆ

น่าสนใจมากค่ะ
#1 By กิมจิ ณ แสร้งว่าฯ on 2005-09-15 20:08